LifeStyle

LA LA LAND

LA LA LAND

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ผู้กำกับ damien Chazelle ไปทำหนังเกี่ยวกับมือกลองสุดครั้งในภาพยนตร์เรื่อง Whiplash มาในปีนี้เขาก็พร้อมที่จะมาทำหนังมิวสิคเคิลอีกครั้ง

ท่ามกลางแสงสีแห่งมหานครมายา มีอาร์สาวแคชเชียร์ที่เปี่ยมไปด้วยความฝันบังเอิญมาพบรักกับเซบาสเตียน นักเปียโนหนุ่มไส้แห้งที่ถูกขับเคลื่อนโดยไฟแห่งความหลงใหลในดนตรีแจ๊สและเมื่อความฝันและความหลงใหลมาเจอกันทั้งสองเลยตัดสินใจออกเดินทางล่าฝันสู่เส้นทางแห่งโลกบันเทิงผ่านบทเพลงแจ๊สที่ไพเราะจับใจและปรับปรุงไปด้วยจิตวิญญาณ

บอกก่อนเลยครับว่า damien Chazelle เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของผู้กำกับที่มีความฝันและความหลงใหลเกี่ยวกับหลายๆสิ่งแล้วสามารถปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มสูบได้ในหนังเรื่องเดียวเราก็จะได้เห็นความคลั่งไคล้ในเพลง jazz และภาพยนตร์ของเขาตามรายละเอียดที่เขาวางไว้ซึ่งเราสามารถสัมผัสได้ตลอดทั้งเรื่องเลยครับจากอะไรบ้างน่ะหรอครับอย่างแรกเลยก็คือการกำกับที่ไร้ที่ติตั้งแต่ต้นยันจบเรื่องทุกสิ่งที่หนังเล่ามาจะมาบรรจบที่ตอนจบครับไม่มีการเตะออกนอกลู่นอกทางแม้การเล่าเรื่องจะดูเรียบง่ายไม่อลังการนะครับแต่กลับกินใจเหลือหลายเลยทีเดียว

หนังอยู่กึ่งกลางระหว่างยุคเก่าและยุคใหม่ครับซึ่งเขาสามารถทำให้สองยุคเนี่ยไปด้วยกันได้อย่างกลมกล่อมและไม่ประดับประโยชน์เหมือนได้ดูหนังฮอลลีวูดช่วงยุคทองของนางบ่สิเคิลผสมกับหนังดราม่าโรแมนติกยุคใหม่ที่ทำให้เราล่ะสายตาไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว

ปัจจัยเลยก็คือการแสดงของนักแสดงทั้ง 2 ทางเอ็มม่าสโตนและ costing ล้วนฟาดฟันสีมือออกมาแบบไม่มีใครยอมใครเลยครับเคมีของทั้งสองมันช่างเข้ากันใครที่เคยดูทั้งสองแล้วใน crazy stupid love เขาบอกเลยว่ามาเบอร์นั้นเลยครับความโกรธของเอ็มม่าคือที่สุดเธอเกิดมาเพื่อกดแบบนี้จริงๆนะครับแต่ไม่ใช่ว่าจะหาอย่างเดียวเธอยังแสดงมิติตัวละครได้อย่างลึกลับอีกด้วยจนตอนดูต้องนั่งน้ำตาคลอกันไปข้างเดียวเลยทีเดียว

สำหรับใครที่อยากเสพงานภาพและงานเพลงเรื่องนี้ไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอนครับอย่างที่บอกไปเรื่องนี้ผสมความเก่าและความใหม่เข้าด้วยกันอย่างลงตัวเขา ไปเลือกถ่ายในสัดส่วน 2.5 ต่อ 1 หรือ cinema สกป 70 มิลลิเมตรซึ่งก็จะให้ความรู้สึกที่กว้างขึ้นเหมือนดูหนังยุคเก่าครับแต่ในขณะเดียวกันก็ดูทันสมัยเหลือเกินย้อนหลังใช้รองเค้กเยอะมากตั้งแต่ฉากลองเทสเปิดเรื่องเขาก็ทำให้เราร้องว้าวได้แล้วและแต่ละฉากก็เป็นฉากลองเทสที่มีจุดประสงค์ไม่ได้ทำเพราะดูเก๋ไก๋อย่างเดียวและยังไม่นับการจับเฉดสีต่างๆที่ดูดตระการตาและให้อารมณ์ได้หลายอารมณ์จริงๆและใครรู้ตัวว่ามีความฝันและความทะเยอทะยานแนะนำเลยให้ตีตั๋วเข้าไปดูเรื่องนี้เพราะมันจะมีผลกระทบทางจิตใจกับคุณเข้าอย่างจังเลยครับขณะที่มันดูเวอร์เพ้อฝันมันก็เป็นเรื่องจริงอันขมขื่นที่ทำให้เราต้องกลับมานั่งทบทวนตัวเองอีกรอบและนั่นก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่หนังเรื่องหนึ่งจะให้กับเราได้

แต่ยังไงก็ตามนะครับ ส่วนตัวก็ยังเห็นว่าลาลาแลนด์ก็ยังไม่ใช่หนังที่เพอร์เฟคมันยังมีบางจุดที่เราสามารถตั้งคำถามกับมันได้อยู่แต่นั่นล่ะเขาก็คือชีวิตไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบไปซะทั้งหมดหรอกโลกแห่งความฝันอันหอมหวานในที่สุดมันก็ต้องจบลงเมื่อถึงจุดใดจุดหนึ่ง

LifeStyle

หลังจากทำเราตาลุกวาวจากภาพยนตร์เรื่อง life of pi ผู้กำกับมากฝีมืออย่างอังรีกลับมาอีกครั้งกับ Billy Lynn’s Long Halftime Walkวีรบุรุษสมรภูมิเดือด

Billy Lynn’s Long Halftime Walk

หนังดราม่าต่อต้านสงครามที่ดัดแปลงมาจากนิยายในชื่อเดียวกันของเบ็นฟาวเท่น เรื่องราวของBilly Lynnหนุ่มวัย 19 ปีที่เพิ่งกลับมาจากการออกรบในอิรักและกำลังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเดินสายวิคตอรี่ตัวในฐานะวีรบุรุษสงครามที่เค้าไม่ค่อยจะเต็มใจรับเท่าไหร่ครับตลอดเส้นทางเกียรติยศนี้จึงไม่ต่างอะไรกับฝันร้ายที่หลอกหลอนเขาไม่หยุด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกครับที่ hollywood หยิบประเด็นกระทบของสงครามกับจิตใจของทหารมาเล่าเราเห็นหนังแบบนี้มาเยอะพอสมควรแล้ว นี่เลยน่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลครับที่อังรีอยากสร้างความแปลกใหม่ด้วยการถ่ายทำหนังเรื่องนี้แบบ HFR  หรือ high frame rate ที่สูงถึง 120 เฟรมต่อวินาทีมากกว่าหนังทั่วไปถึง 5 เท่าด้วยความคาดหวังว่าจะทำให้คุณดูรู้สึกถึงความสมจริงของภาพแต่น่าเสียดายอย่างแรงครับที่ทุกอย่างเป็นไปในทางตรงกันข้าม

Billy Lynn’s

เทคโนโลยี high frame rate ที่ตั้งใจจะช่วยให้จอหนังเหมือนเป็นหน้าต่างสู่อีกโลกหนึ่งกลับทำให้ทุกการเคลื่อนไหวดูปลอม มิติที่มากเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษทำให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นดูพิลึกจนไม่น่าเชื่อว่านี่คือหนังฉายโรงและเหมือนกำลังดูทีวีซีรีส์หรือคัทซีนในเกมซะมากกว่าความสวยทั้งหมดก็มาเยือนถึงนักแสดงครับแม้พวกเขาทั้งหลายจะพยายามกันแค่ไหนก็ตามตลอดเรื่องก็แยกไม่ออกครับว่านักแสดงเขาเล่นดีกันจริงหรือเปล่าเพราะภาพที่ปรากฏบนจอมันดูปลอมมากๆเลย

ด้วยเหตุนี้กลายเป็นว่านักแสดงระดับ topทั้งหลาย ดูเสียของไปหมดเลยครับแต่คนที่สวยสุดในจุดนี้คงจะเป็นในส่วนของพ่อหนุ่มโจแอลวินที่ทางค่ายหวังจะปั้นให้เป็นดาวเด่นแต่ต้องกลายมาเป็นดาวดับอย่างน่าเสียดายเช่นเดียวกับการที่หนังพยายามสำรวจทุกแง่มุมของบิลลี่ลินตั้งแต่มิตรภาพความรักครอบครัวและผมในจิตใจแต่ทุกประเด็นกับถูกพูดถึงแค่เพียงผิวเผินจนท้ายที่สุดเครดิตหนังขึ้นไปจนหมดแล้วก็ยังไม่เข้าใจหรือรู้จักกับบิลลี่ลินเลยแม้แต่น้อยครับ

ด้วยเหตุผลนี้ผมเลยไม่อยากจะบอกว่าเทคโนโลยี high frame rate แยกไปหมดสักทีเดียวนะครับเพราะได้ long shot และ close up ในบางฉากเทคโนโลยีนี้ก็ทำให้ภาพดูสวยงามอย่างไม่น่าเชื่อทั้งหมดนี้เลยน่าจะทำให้ผมสรุปได้ว่าอังรีเลือกใช้เทคโนโลยีไม่เข้ากับบิ๊กช่วงที่เขามีและส่งประเภท billy lynn’s long halftime walk กลายเป็นผลงานที่น่าผิดหวังที่สุดของเขาครับ